คู่มือทำการตลาดบนเฟสบุ๊ค

คู่มือทำการตลาดบนเฟสบุ๊ค

เฟสบุ๊คเป็นโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้ใช้งานมากถึง 2 พันล้านคน สำหรับภาคธุรกิจ, แบรนด์ หรือ องค์กร ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงช่องทางนี้ได้ ถ้าคุณต้องการทำการตลาดให้คุ้มค่ามากที่สุดบนโซเชียลมีเดีย เสมือนมีมหาสมุทรรายชื่อลูกค้าที่คุณสามารถเข้าถึงได้บนเฟสบุ๊ค แต่ด้วยมหาสมุทรที่กว้างใหญ่มันเป็นเรื่องยากที่จะคัดแยกและค้นพบบริษัทของคุณ ซึ่งต่อไปนี้เป็นแนวทาง 7 ข้อสำหรับการทำการตลาดบนเฟสบุ๊ค

 

ขั้นที่ 1: กำหนดผู้ชมของคุณ

 

คุณจำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับสถิติข้อมูลของจำนวนผู้คนที่ใช้เฟสบุ๊ค เมื่อคุณรู้ว่าผู้ใช้คือใครบ้างและมีวิธีการส่งข้อมูลกลับไปยังลูกค้าเป้าหมายของคุณอย่างไร คุณจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของผู้ชมได้ ใช้เครื่องมือเพื่อช่วยเจาะลึกถึงข้อมูลรายละเอียดของลูกค้าเป้าหมาย มันสามารถประเมินภาพรวมได้ เช่นการรวบรวมจำนวนยอดการกดไลค์ ยกเว้นกรณีที่การกดไลค์เป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดโดยรวม ซึ่งจะไม่สามารถวัดผลการตอบกลับได้ดีนัก

 

ขั้นที่ 2: ตั้งเป้าหมาย

 

เป้าหมายของแต่ละธุรกิจก็จะแตกต่างกันไป แต่ทุกธุรกิจควรมุ่งเน้นดำเนินการสร้างผลกระทบอย่างแท้จริงต่อผลกำไร เช่น กิจกรรมทางการตลาด, การเพิ่มการสื่อสารบนเว็บไซต์, หรือการปรับปรุงการบริการลูกค้า แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเป้าหมายกว้างๆ คุณจะต้องมั่นใจว่าเป้าหมายของคุณมีความเฉพาะเจาะจงและสามารถวัดผลได้

 

ขั้นที่ 3: พิจารณาเนื้อหาของคุณ

 

เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้ว คุณจำเป็นต้องสร้างวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้เนื้อหาที่เหมาะสม ถ้าคุณปฎิบัติตามกฎ 80-20, ใช้พื้นที่ 80% สำหรับโพสต์แจ้งข่าวสาร, ความรู้และบันเทิง และ20% สำหรับการโปรโมตแบรนด์ โปรดจำไว้ว่าการใช้เฟสบุ๊คในธุรกิจคือการสร้างความสัมพันธ์ ซึ่งการโปรโมตตัวเองนั้นไม่ควรทำอย่างยิ่ง แต่ถ้าคุณเสนอคุณค่าของตัวตนในระดับที่พอดี ผู้ชมจะเข้าชมเพื่อเรียนรู้ผลิตภัณฑ์และบริการของคุณในข้อมูล 20% ที่คุณโพสต์เพื่อเน้นการขาย

 

ขั้นที่ 4: เริ่มโพสต์

 

แต่ละโซเชียลเน็ตเวิร์คมีรูปแบบเนื้อหาเป็นของตัวเอง แต่เฟสบุ๊คมักจะก้าวกระโดดโดยคุณสามารถโพสต์ เรื่องราว, ถ่ายทอดสด, รูปภาพ และวิดีโอได้ คุณมีโอกาสทำเนื้อหาของแบรนด์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่เนื้อหาประเภทไหนล่ะที่เหมาะกับแบรนด์ของคุณมากที่สุด ลองมาดูประเภทเนื้อหาของเฟสบุ๊คแบบต่างๆ และวิธีที่คุณจะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

 

สถานะ : เป็นรูปแบบการสื่อสารที่ง่ายที่สุดและบางครั้งก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดเช่นกัน ด้วยคุณสมบัติใหม่ๆ เช่นการทำตัวอักษรใหญ่สำหรับข้อความสั้นๆ หรือการใส่ข้อความบนพื้นหลังสี จะทำให้ข้อความของคุณที่แลดูมีชีวิตชีวาและสะดุดตามากขึ้น

 

ภาพ : การโพสต์ภาพจะดึงดูดความสนใจได้มากถึง 2.3 เท่า ดังนั้นควรนำประโยชน์นี้มาช่วยได้  แต่อย่าพึ่งพาภาพเสียทั้งหมด พยายามสรรค์สร้างภาพถ่ายที่ดีและมีคุณภาพเพื่อผู้ชมของคุณ

 

วิดีโอ : วิดีโอเป็นที่นิยมอย่างสูง และ 43% ของผู้ใช้อยากจะรู้ข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามมีวิดีโอเพียง 15% บนเฟสบุ๊คที่มีการรับชมด้วยเสียง วิดีโอควรจะเข้าถึงได้ง่ายและมีคำอธิบายภาพเสมอ

 

ลิงค์ : เหมาะสำหรับการแชร์ข่าวสารและเนื้อหาในบล็อกของคุณ หาเนื้อหาที่มีประโยชน์และแชร์บนเฟสบุ๊ค มันไม่ง่ายเลยที่จะหาเนื้อหาดีๆแต่ก็คุณไม่ควรหยุดโพสต์เนื้อหาดีๆ

 

การถ่ายทอดสด : เนื้อหาการถ่ายทอดสดจะกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ชมได้ถึง 2.3 เท่า ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  แบรนด์ของคุณสามารถแสดงข้อมูลตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ผ่านทางกิจกรรมขององค์กร, การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และตัวอย่างเบื้องหลังอื่นๆได้   เป็นการทำให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วม

 

Facebook stories: Facebook stories เป็นคลิปเกี่ยวกับเนื้อหาในช่วงเวลานั้นๆ คล้ายกับ Instagram stories ซึ่งมาจากการ Snapchat  เรื่องราวที่เกิดขึ้น  แบรนด์ได้ทดสอบผลของการ snapchat ในช่วง 2-3 ปี  มีการปล่อยเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดออกมา คุณสามารถลองใช้กับสื่อโซเชียลเน็ตเวิรค์อื่นๆของคุณได้

 

ขั้นที่ 5: เพิ่มจำนวนผู้กดไลค์และติดตาม

 

ในการเพิ่มยอดผู้ชมหน้าเว็บเพจ สิ่งแรกที่ควรทำคือสร้างการโต้ตอบกับผู้ใช้ให้ง่ายที่สุดเพื่อให้พวกเขาสามารถค้นหาหน้าเว็บเพจเฟสบุ๊คของคุณได้ง่ายขึ้น ใส่ลิงค์หน้าเว็บเพจของคุณในส่วนท้ายของอีเมลล์, จดหมายข่าว และช่องทางอื่นๆ รวมปุ่มกดไลค์และแชร์เข้าด้วยกันบนเฟสบุ๊คและบล็อกของคุณเพื่อง่ายต่อการค้นหา, ติดตามและแชร์หน้าเว็บเพจของคุณด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว

นอกจากนี้ในส่วนของการจัดการหน้าเว็บเพจให้มีคุณภาพนั้นจะต้องกระตุ้นให้มีการกดไลค์เสมอๆ กำหนดตารางรายเดือนเพื่อตรวจเช็คและลบเนื้อหาเก่าๆ ตรวจสอบให้มั่นใจว่าเนื้อหามีความถูกต้องและอัพเดต

 

ขั้นที่ 6: กำหนดกลยุทธ์การทำโฆษณาบนเฟสบุ๊ค

 

จากการศึกษาพบว่า จำนวนของผู้ใช้ที่เห็นเนื้อหาของคุณบน News Feed ของพวกเขา มีจำนวนลดลงถึง 52% ในปี 2016 และยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องมากขึ้นในปี 2018  อย่างไรก็ตามคุณควรจะต้องพยายามมากยิ่งขึ้นในการทำกลยุทธ์ด้านโซเชียลมีดีย มากกว่าการคำนึงถึงสิ่งที่คุณคาดหวังจะได้รับ การเติบโตของลูกค้าและความภักดีต่อแบรนด์ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ยังไงคุณต้องได้รับผลตอบแทนแน่นอน

 

แต่ก็มีทางลัดเพื่อช่วยให้เร็วขึ้น คือการโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟสบุ๊ค มีผู้ลงโฆษณาบนเฟสบุ๊คมากถึง 4 ล้านรายโดยมีอัตราการคลิกเข้าชมเฉลี่ยอยู่ที่ 0.9%  การโฆษณาบนเฟสบุ๊คเป็นเรื่องง่ายก็จริง แต่ก็ไม่ใช้จะสร้างกันได้ง่ายๆ คุณยังคงต้องการทำโฆษณาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์แบบ

 

ขั้นที่ 7: ติดตาม, วัดผล และปรับปรุง

 

ถึงเวลาแล้วที่จะติดตามและวัดผล คุณสามารถติดตามจำนวนของผู้ชมที่เข้ามามีส่วนร่วมกับเนื้อหาบนเฟสบุ๊คเพจของคุณด้วย Facebook Insights ด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณสามารถวัดจำนวนการกดไลค์, การเข้าถึง(จำนวนผู้ใช้ที่เห็นโพสต์ของคุณ) และจำนวนครั้งที่ผู้ใช้กดเข้าอ่านเนื้อหา ผ่านการคำนวณอย่างต่อเนื่องตามเงื่อนไขการกำหนดเป้าหมาย, การวัดผล และการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ซึ่งคุณสามารถปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆได้ตลอดเวลา

 

มีเนื้อหามายมากให้เรียนรู้ในการทำการตลาดบนเฟสบุ๊ค และอาจดูเหมือนว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย สิ่งดีก็คือคุณสามารถทำมันได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก หลังจากนั้นค่อยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ซับซ้อนมากขึ้นและซื้อแคมเปญการโฆษณาเมื่อคุณเชี่ยวชาญมากขึ้นแล้ว

 

แหล่งที่มา: https://blog.hootsuite.com/facebook-marketing-tips

https://sproutsocial.com/insights/facebook-marketing-strategy 

 

01-02-wismarketing_co_th - Natthalia62